Translate

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

แนะนำเชียงคาน

 พูดถึงเชียงคานก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก ๆ ธีมของที่นี่คือเมืองสงบ ๆ แต่ถ้ามาช่วงเทศกาลก็ไม่เงียบอย่างที่คิด แต่อย่างที่ผมบอกว่าไฮไลท์ คือ วิวทะเลหมอกที่ผมตามหา...แต่เย็นนี้ลองแวะมาเดินเล่น หาอะไรกินเพลิน ๆ


          เชียงคานในช่วงกลางสัปดาห์แบบนี้ ทำให้ได้ความรู้สึกดีกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย คนน้อย เงียบสงบ ได้บรรยากาศในแบบที่เคยจินตนาการไว้ว่านี่แหละ "เชียงคาน"


          บรรยากาศนิ่ง ๆ คนน้อย ๆ มองซ้ายมองขวาว่าไม่ค่อยมีใครเห็น ก็เก็บภาพไว้สักใบ ให้ดูราวกับว่าผมได้มาถึงแล้ว เช้าวันถัดมาผมไปถึงจุดขึ้นภูทอกแต่ตีห้าครึ่ง โดยมีรถบริการรับ-ส่งขึ้นภูเพียง 25 บาท


          คนดูเหมือนไม่เยอะใช่ปะครับ แต่หันมาอีกทีคือคนเยอะมาก แน่นกันไปหมด


          ยังดีที่เช้าวันนั้นมีทะเลหมอกมาให้ได้เห็น ทั้งที่ตอนแรกขึ้นมาหมอกมีนิดเดียว ลองมองซูมไปมันเหมือนมีใยแมงมุมคลุมเขาจาง ๆ แต่พอเช้าเท่านั้นแหละมาเต็ม ๆ


          ผมเลยหลบคนมาจนมุมอีกด้าน ซึ่งเป็นด้านที่เป็นทิศทางของตะวันตกดินยามเย็น


          จำได้ว่าฤดูหนาวของแต่ละปี ผมจะกลับมาที่ภูทอกปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนเดียวกันคือเดือนมกราคม


          แค่คิดจะไปภูทอกก็รู้สึกไกลมาก ๆ ด้วยระยะทางราว ๆ 650 กิโลเมตร ใช้เวลา 7 ชั่วโมงนิด ๆ กว่าจะไปถึง แต่ฤดูหนาวในปีนี้ผมได้มาลุ้นทะเลหมอกที่นี่ถึง 3 ครั้ง เป็น 3 ครั้งที่ลุ้นจนเหนื่อยสุด ๆ  


          ภูทอก จุดชมวิวทะเลหมอกที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเชียงคาน มีลักษณะเป็นภูเขาสูง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง บนยอดภูเป็นที่ตั้งของสถานีโทรคมนาคมเชียงคาน และเป็นจุดชมวิวทิวทิวทัศน์ที่สวยงามของอำเภอเชียงคานและลำน้ำโขงได้โดยรอบ ตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกันกับแก่งคุดคู้ซึ่งห่างจาก ตัวอำเภอเชียงคานประมาณ 3 กิโลเมตร ใครที่ได้แวะมาเที่ยวเชียงคานไม่ควรพลาดการไปชมทะเลหมอกในยามเช้าที่นี่ นอกจากนี้ภูทอกจุดชมวิว ชมความงามของแม่น้ำโขง เมืองสานะคาม และแก่งคุดคู้ได้อย่างชัดเจน ส่วนทะเลหมอกนั้นจะเจอมากน้อยหรืออาจจะไม่เจอเลย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวัน

          
          เรื่องเจอทะเลหมอก ไม่เจอทะเลหมอก เป็นอะไรที่ทำให้ต้องกลับมาที่นี่ทุก ๆ ปี



          บรรยากาศที่ไร้ทะเลหมอกจะงาม แบบงามเงิบ แต่สำหรับเช้าวันนี้ไม่เงิบแล้ว !!!

                    


          สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากทฤษฎี Like dissolves like บนเส้นทางสายทะเลหมอกแบบนี้ ทุก ๆ อย่างมีจุดเริ่มต้น ทุก ๆ อย่างมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกแบบไหน ?


          แต่สำหรับทะเลหมอกสีขาว ๆ แบบนี้มันคงเริ่มต้นจากความรู้สึกในแบบที่เราอยากเห็น แล้วเปลี่ยนมาเป็นความรู้สึกที่ใช่ จนกลายมาเป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่งในตอนนี้


          และไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเก่า ๆ ที่ได้ผ่านมาเนิ่นนาน หรือจะเป็นความรู้สึกที่เพิ่งเกิดขึ้นในตอนนี้


          การได้เห็นสิ่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเหมือนจะบอกว่าเราเองก็คือคนที่พิเศษ เหมือนกับตัวมันที่เป็นสิ่งที่พิเศษเหมือนกัน


          มันพิเศษในแบบที่เราไม่ได้แตกต่างกัน และบางที Like dissolves like แบบนี้อาจจะไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย แต่บางทีก็ต้องใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อที่จะได้ความรู้สึกแบบนั้นมา



          กำลังซึ้ง ๆ กำลังอินแบบนี้หันไปอีกทีคนหายไปไหนหมด เดาว่ารีบลงไปตักบาตรแน่ ๆ


          ผมเดินวนรอบภูทอกเลย แต่สุดท้ายก็กลับมาด้านทิศตะวันตกอีกรอบ



          ซึ่งปกติด้านนี้จะมีหมอกไม่เยอะเท่าไร แต่วันนี้ทะเลหมอกมาแบบ 360 องศา



          ไม่รู้จะบอกยังไงดี แค่อยากจะบอกว่ามันเป็นภูทอกที่ลึกซึ้งและสวยงามมาก ๆๆๆ


          มันคล้ายความฝันนิด ๆ เพ้อหน่อย ๆ ที่ทำให้ความรู้สึกในตัวของเราดีขึ้น เป็นความรู้สึกในแบบที่ไม่อยากจะทำงาน เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้รู้สึกอยากจะนอนหรืออยากกินอะไรเป็นพิเศษ


          และไม่ว่าเราจะรู้สึกแบบไหน จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ จะยังไงก็ตาม แต่สำหรับตอนนี้มันดีที่สุดที่ผมหรือใคร ๆ ได้รู้ว่าความรู้สึกแบบที่ผมหมายถึงมันอยู่ที่ไหนบ้าง ?


          ต่อให้เราเคยมาแต่ไม่เคยเจอ หรือเคยมาแต่ไม่เคยได้รู้สึกอะไร...ก็ไม่เป็นไร


          แต่อย่างน้อยเราก็รู้จักตัวเองมากขึ้นและมากขึ้น และไม่ว่าความรู้สึกแบบนั้นจะเป็นความจริงหรือเป็นความฝัน ให้แน่ใจไว้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม


          และนี่ก็เป็นอีกวันของผม ที่ความเป็นไปได้กลับมาทำงานอีกรอบหลังจากที่ผมทำมันหายไป


          มันไม่ใช่ทะเลหมอก แต่เป็นมหาสมุทรหมอกมากกว่า


          หมอกที่รวมตัวกันเป็นทะเล และเคลื่อนที่เป็นเกลียวคลื่นในมหาสมุทรแบบนี้


          หนึ่งในความทรงจำของที่นี่ คือ เด็กน้อยสองพี่น้องคู่ซี้เลย มาเป็นแบบให้ผมอย่างตั้งใจ

          
          แอบอิจฉาเด็กน้อยที่ได้เห็นอะไรแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ ส่วนเรากว่าจะเห็นก็อายุเท่านี้


          แดดเริ่มร้อนขึ้น พร้อม ๆ กับหมอกที่เริ่มพองตัวขึ้นเรื่อย ๆ


          ผมก็ยังทำแบบเดิม คือ เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของมัน







          ภาพถ่ายที่นี่และทะเลหมอกที่นั้น กับความทรงจำตอนสุดท้ายของฤดูหนาวในปีนี้ที่กำลังจบลงไปพร้อม ๆ กับการเดินทางในวันสุดท้ายในทริปนั้น...มีบางอย่างยังคงอยู่....และมีบางอย่างกำลังหายไป...พร้อม ๆ กับภาพนิ่ง ๆ ใบหนึ่งที่อาจไม่ต้องมีคำบรรยายแม้แต่คำเดียว

หมีขั้วโลกกกกก

       หมีขาวหรือหมีขั้วโลก

หมีขั้วโลก (อังกฤษ: Polar bear; รัสเซีย: Белый медведь; ชื่อวิทยาศาสตร์Ursus maritimus) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ในอันดับสัตว์กินเนื้อ (Carnivora) จัดเป็นหมีชนิดหนึ่ง

ลักษณะและที่อยู่อาศัยแก้ไข

หมีขาว ถือได้ว่าเป็นสัตว์กินเนื้อบนพื้นดินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากหมีกริซลีย์(U. arctos horribilis) (บางข้อมูลจัดให้เป็นที่ 1) ที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ ตัวผู้เต็มวัยอาจสูงได้ถึง 3 เมตร น้ำหนักตัวอาจมากได้ถึง 350–680 กิโลกรัม (770–1,500 ปอนด์) อายุขัยโดยเฉลี่ย 30 ปี หมีขาวมีรูปร่างที่แตกต่างจากหมีชนิดอื่น ๆ ที่เห็นได้ชัดเจน คือ มีส่วนคอที่ยาวกว่า ขณะที่ใบหูก็มีขนาดเล็ก อุ้งเท้ามีขนาดใหญ่ และที่เป็นจุดเด่นเห็นได้ชัด คือ สีขนที่เป็นสีขาวครีมอมเหลืองอ่อน ๆ อันเป็นที่มาของชื่อเรียก เนื่องจากผลของเกลือในน้ำทะเล ซึ่งขนสีครีมนี้ทำให้พรางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งได้เป็นอย่างดี

หมีขาวกระจายพันธุ์อยู่เฉพาะซีกโลกทางเหนือ บริเวณขั้วโลกเหนือหรืออาร์กติกเท่านั้น จัดได้ว่าเป็นสัตว์กินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกนี้ อุ้งเท้าของหมีขาวมีขนรองช่วยให้ไม่ลื่นไถลไปกับความลื่นของพื้นน้ำแข็ง หมีขาวถือเป็นสัตว์ที่เดินทางไกลมาก โดยบางครั้งอาจจะใช้วิธีการนั่งบนแผ่นหรือก้อนน้ำแข็งลอยตามน้ำไป หรือไม่ก็ว่ายน้ำหรือดำน้ำไป ซึ่งหมีขาวจัดเป็นหมีที่ว่ายน้ำและดำน้ำเก่งมาก โดยใช้ขาหน้าพุ้ย หรือบางครั้งก็ใช้ทั้ง 4 ขา เคยมีผู้พบหมีขาวว่ายอยู่ในทะเลที่ห่างจากชายฝั่งไกลถึง 200 ไมล์

หมีขาว เป็นหมีที่ถือได้ว่ากินอาหารมากกว่าหมีชนิดอื่น ๆ ซึ่งอาหารของหมีขาวมีมากมาย เช่น แมวน้ำ หรือ วอลรัส ด้วยการย่องเข้าไปเงียบ ๆ หรือหลบซ่อนตัวตามก้อนหินหรือก้อนน้ำแข็ง นอกจากนี้แล้วบางครั้งยังอาจจับนกทะเล ทั้งไข่และลูกนก บางครั้งก็จับปลากิน หรืออาจจะกินซากของวาฬที่ตายเกยตื้น หรือแม้แต่ซากหมีขาวด้วยกันหรือลูกหมีที่ตายได้ด้วย หมีขาวมีประสาทสัมผัสการรับรู้กลิ่นที่ดีมาก โดยสามารถได้กลิ่นลูกแมวน้ำที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นน้ำแข็งได้ไกลถึง 2 กิโลเมตร

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เที่ยวชลบุรี

สัตหีบ

ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งในสัตหีบ การมาเยี่ยมชมศูนย์แห่งนี้จะทำให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของเต่าทะเล ซึ่งเราจะได้รับรู้ข้อมูลของเต่าชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงมีบ่อเลี้ยงเต่าที่แยกออกมาเป็นช่วงอายุต่าง ๆ ให้ได้ชมด้วย โดยที่ภายนอกอาคารของศูนย์อนุรักษ์พันธ์เต่าทะเลแห่งนี้ ยังเป็นชายหาดของหน่วยทหาร และมีการตกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศ สามารถถ่ายรูปกับรูปปั้นเต่าได้ด้วย (เพียงแต่ต้องจำไว้ด้วยว่าไม่อนุญาติให้ลงเล่นน้ำนะ) ของที่ระลึกก็สามารถหาซื้อได้จากที่นี่ด้วยเช่นกัน ศูนย์อนุรักษ์แห่งนี้อยู่ในเขตของบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง

เพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ของเต่าทะเลไทย ทางกองทัพเรือจึงได้จัดตั้งศูนย์อนุรักษพันธ์เต่าทะเลขึ้นมาในปี พ.ศ.2493 ซึ่งคอยดำเนินการเพาะไข่เต่าทะเลไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ โดยในแต่ละปีนั้นสามารถปล่อยเต่าคืนได้หลายพันตัวเลยทีเดียว โดยการนำเต่าทะเลมาเพาะนั้นเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ทหารเรือ คอยออกตรวจลาดตระเวนตามเกาะต่าง ๆ (รวมกว่า 16 หาดด้วยกัน) ว่ามีคนมาแอบเก็บไข่เต่าทะเลหรือไม่ และเพื่อหลีกเลี่ยงการลักลอบนี้ เจ้าหน้าที่จึงคอยรวบรวมไข่ที่พบเจอ มาเพาะฟักในพื้นที่ของทหารเรือเองด้วย ซึ่งหลังจากที่ลูกเต่าเกิดมาได้ระยะหนึ่ง ทางเจ้าหน้าที่ก็จะนำเต่าไปปล่อยคืนธรรมชาติต่อไป

ภายในศูนย์นั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ ส่วนแรกเป็นอาคารให้ความรู้ทั่วไปกับนักท่องเที่ยว (ในกรณีที่ติดต่อล่วงหน้าว่าจะมาเป็นหมู่คณะ จะมีวิทยากรบรรยายและวีดิทัศน์ให้ชมให้ฟังด้วย) ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะเป็นบ่อเต่าทะเลในวัยต่าง ๆ ตั้งแต่อนุบาลไปจึงถึงเต่าตัวใหญ่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมความน่ารักของเหล่าเต่าทะเลเล็ก ๆ และในช่วงอายุที่ต่างกันด้วย โซนสุดท้ายก็เป็นชีวิตสัตว์ใต้น้ำที่จะมีเต่าและปลาให้ชมในตู้ (โซนสัตว์ใต้น้ำไม่ค่อยใหญ่เท่าไรนะ) 

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ประวัติของ. อรอุมา สิทธิรักษ์

อรอุมา สิทธิรักษ์ข้อมูลทั่วไป 

ชื่อเต็มอรอุมา สิทธิรักษ์

ชื่อเล่นอร, ออน

เกิดเมื่อ13 มิถุนายน พ.ศ.2529สถานที่เกิดสุราษฎร์ธานี,  ไทย

อายุ30ปี(30 ปี 43 วัน) 

ส่วนสูง177 ซม.น้ำหนัก72 กก.การศึกษาโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา

โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิตตำแหน่งในการเล่นตัวตบหัวเสารูปแบบการเล่นตัวตบหัวเสาสังกัดปัจจุบัน เจที มาร์เวลลัสเข้าร่วมทีมชาติ2006

อรอุมา สิทธิรักษ์ (เกิด 13 มิถุนายน พ.ศ. 2529) เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ตำแหน่งตัวตบหัวเสา เธอเป็นนักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยที่ได้เล่นวอลเลย์บอลหญิงอาชีพในสโมสรเจที มาร์เวลลัส

หนึ่งในผลงานที่ได้รับการกล่าวถึง คือการที่เธอใช้เท้ารับลูก (ไม่ผิดกติกาวอลเลย์บอล) ในการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชียนคัพ 2012 เมื่อครั้งที่พบกับทีมชาติคาซัคสถาน โดยเธอมีส่วนช่วยให้ทีมเป็นฝ่ายชนะ และได้เป็นแชมป์การแข่งในเวลาต่อมา นอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัลจากรายการดังกล่าวถึง 3 รางวัล ซึ่งได้แก่ ผู้เล่นยอดเยี่ยม, ทำคะแนนยอดเยี่ยม และตบยอดเยี่ยม

ความสำเร็จของนักวอลเลย์บอลทีมชาติ

วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย

วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยสมาคมสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยสมาพันธ์สมาพันธ์วอลเลย์บอลเอเชียหัวหน้าผู้ฝึกสอนดนัย ศรีวัชรเมธากุลอันดับเอฟไอวีบี144 (ณ เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2016)ชิงแชมป์โลกเข้าแข่งขัน4 (ครั้งแรกใน 1998)ผลการแข่งที่ดีที่สุดอันดับที่ 13(2010)เวิลด์คัพเข้าแข่งขัน1 (ครั้งแรกใน 2007)ผลการแข่งที่ดีที่สุดอันดับที่ 10 (2007)เครื่องแบบ

เหย้า

เยือน

เหรียญรางวัลมงเทรอวอลเลย์มาสเตอรส์มงเทรอมาสเตอรส์ 2016ทีมชิงแชมป์เอเชียฮานอย 2009ทีมนครราชสีมา 2013ทีมนครราชสีมา 2001ทีมนครราชสีมา 2007ทีมเทียนจิน 2015ทีมชิงแชมป์เอเชียนคัพอัลมาตี 2012ทีมไท่ฉาง 2010ทีมนครราชสีมา 2008ทีมหวิญฟุก 2016ทีมเอเชียนเกมส์อินช็อน 2014ทีมกีฬามหาวิทยาลัยโลกปักกิ่ง 2001ทีมคาซาน 2013ทีมซีเกมส์กัวลาลัมเปอร์ 1989ทีมมะนิลา 1991ทีมเชียงใหม่ 1995ทีมจาการ์ตา 1997ทีมกัวลาลัมเปอร์ 2001ทีมโฮจิมินห์ซิตี 2003ทีมมะนิลา 2005ทีมนครราชสีมา 2007ทีมเวียงจันทน์ 2009ทีมจาการ์ตา 2011ทีมเนปยีดอ 2013ทีมสิงคโปร์ 2015ทีมกรุงเทพมหานคร 1985ทีมสิงคโปร์ 1993ทีมกัวลาลัมเปอร์ 1977ทีมจาการ์ตา 1987ทีม

นักวอลเลย์บอลหญิงไทยชุดแชมป์เอเชีย 2013

วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เป็นทีมวอลเลย์บอลหญิงของประเทศไทย เป็นทีมที่มีการพัฒนาการเล่นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์โลกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในปี ค.ศ. 1998 หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 2002 จึงได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์กรังด์ปรีซ์ในส่วนโควต้าทวีปเอเชียเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ยกเว้นปี ค.ศ. 2007 (ถอนทีมไปแข่งกีฬามหาวิทยาลัยโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ) โดยสร้างผลงานได้ดีที่สุดในปี ค.ศ. 2012 ที่สามารถคว้าอันดับ 4 ของการแข่งขันมาครองได้สำเร็จ

ทีมวอลเลย์บอลหญิงของไทยได้พัฒนาการเล่นมาโดยตลอดจนก้าวขึ้นเป็นทีมระดับแนวหน้าของทวีปเอเชีย โดยคว้าอันดับ 3 การแข่งขัน-วอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียได้ 2 ครั้ง ในปี ค.ศ. 2001 และ ค.ศ. 2007 ก่อนสร้างประวัติศาสตร์เมื่อสามารถเอาชนะทีมชาติจีน 3-1 เซต เป็นแชมป์ทวีปเอเชียเป็นครั้งแรกในการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียในปี ค.ศ. 2009 ที่สนามเกวิ่นเงือ ประเทศเวียดนาม ทำให้ได้เป็นตัวแทนทวีปเอเชียไปแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์แกรนด์แชมเปียนคัพในปี ค.ศ. 2009 จากนั้นในปี ค.ศ. 2012 สามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้อีกครั้ง เมื่อสามารถคว้าแชมป์วอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียนคัพมาครองเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ หลังจากเอาชนะทีมชาติจีนได้อีกครั้ง 3-1 เซต ที่ประเทศคาซัคสถาน ต่อมาในปี ค.ศ. 2013 สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ในการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศไทย เมื่อสามารถคว้าแชมป์ในการแข่งขันรายการนี้ได้อีกครั้ง หลังเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่น 3-0 เซตในรอบชิงชนะเลิศ นับเป็นการคว้าแชมป์เอเชียครั้งที่ 2 โดยเป็นการคว้าแชมป์ในประเทศไทยได้เป็นครั้งแรกอีกด้วย จากการคว้าแชมป์ทำให้ได้สิทธิ์ไปแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์แกรนด์แชมป์เปี้ยนคัพที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ในฐานะแชมป์ของทวีปเอเชีย โดยสร้างผลงานคว้าอันดับ 5 มาครอง